วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

การปฎิบัติตัวเมื่อแพ้เครื่องสำอาง

การปฎิบัติตัวเมื่อแพ้เครื่องสำอาง

        จะทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าจะแพ้เครื่องสำอาง

              1.  ถ้าสงสัยจะแพ้เครื่องสำอางชนิดไหน ให้หยุดใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นทันทีถ้ามีหลายตัวให้หยุดใช้ตัวที่นำมาใช้ใหม่แล้วเกิดอาการก่อน ถ้าหยุดใช้แล้วอาการดีขึ้นก็อาจแสดงว่าเครื่องสำอางตัวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ แต่ถ้ามีอาการแพ้มากมีผิวหน้าอักเสบอยู่ให้หยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด อนุญาตให้ใช้แป้งเด็ก ลิปสติก (ถ้าไม่มีผื่นที่ปาก) เครื่องสำอางแต่งดวงตา (ถ้าไม่มีผื่นรอบดวงตา) เมื่ออาการผิวหนังอักเสบหายแล้วค่อยลองใช้ที่ละตัวเป็นอย่างๆไป ถ้าเกิดผื่นขึ้นให้ลองหยุดใช้ตัวที่ใช้สุดท้าย ถ้าอาการหายไปก็น่าจะเกิดการแพ้เครื่องสำอางนั้นๆ          2.  วิธีที่จะพิสูจน์ง่ายๆว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นเป็นสาเหตุที่เกิดการแพ้จริงหรือไม่ ให้ทำการทดสอบโดยทาเครื่องสำอางที่สงสัยที่บริเวณท้องแขน วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ถ้ามีผื่นขึ้นก็แสดงว่าแพ้จริงให้หยุดใช้เครื่องสำอางนั้นๆ          3.  ถ้าทดสอบเองแล้วยังหาสาเหตุไม่ได้ แพทย์ผิวหนังจะมีการทดสอบทางผิวหนังโดยวิธีแพตช์เทสต์ (PATCH TEST) โดยจะใช้สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางในความเข้มข้นที่เหมาะสม มาแปะติดลงบนแผ่นหลังของผู้ป่วยทิ้งไว้ 2 วัน แล้วกลับมาอ่านผล ถ้ามีอาการผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ทดสอบ ก็แสดงว่าแพ้สารนั้นวิธีนี้มีประโยชน์ในการที่จะเลือกซื้อเครื่องสำอางครั้งต่อไป จะได้เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีสารที่แพ้ผสมอยู่เช่น ถ้าทดสอบแล้วพบว่าแพ้น้ำหอมเมื่อจะซื้อเครื่องสำอางก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีน้ำหอม หรือมีน้ำหอมน้อยซึ่งอาจจะเขียนว่า NO PERFUME หรือ FRAGRANCE FREE ก็ได้          4.  ถ้าเกิดอาการแพ้มากๆ ควรจะพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อการรักษาที่ถูกต้องอย่าฝืนใช้เครื่องสำอางหรือซื้อยาทาเองเนื่องจากอาจเกิดอันตรายมากขึ้น


        ข้อแนะนำในการใช้เครื่องสำอาง

            1.  ปิดฝาเครื่องสำอางทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ
            2.  รักษาความสะอาดของขวด กระปุก
            3.  เก็บเครื่องสำอางไว้ในที่อาการไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป อากาศถ่ายเทได้สะดวก
            4.  แปรงหรือฟองน้ำต้องทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่
            5.  สำลีหรือพัฟควรจะเลือกแบบใช้แล้วทิ้งเพียงครั้งเดียว
            6.  ให้ล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนนอน
            7.  มั่นตรวจอายุของเครื่องสำอาง หากหมดอายุก็ทิ้งเสีย โดยเฉพาะมาสคาราจะมีอายุใช้งาน 3-4 เดือนเท่านั้น
            8.  หากผิวหน้ามีการติดเชื้อ ก็อาจจะหยุดหรือทิ้งเครื่องสำอางนั้นเสีย เนื่องจากอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียในเครื่องสำอาง 


     ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้มีปฏิกิริยาต่อเครื่องสำอาง

           1.  พบแพทย์เพื่อทำการตรวจทดสอบสารแพ้ทางผิวหนัง ควรนำเครื่องสำอางทุกชนิดที่ใช้และสงสัยว่าอาจจะแพ้ มาด้วย
                  การปฏิบัติตน
                         -  งดใช้สบู่, สารฟอก โดยให้ทำการชำระล้างด้วยน้ำเปล่า หรือให้เลือกใช้สบู่, ยาสระผมปลอดกลิ่น ปลอดน้ำหอม
                         -  ควรหยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด ยก เว้นลิปสติก ซึ่งอาจจะใช้ได้หากบริเวณ ริมฝีปากไม่มีผื่น
                         -   ส่วนเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา สามารถใช้ได้ถ้าบริเวณเปลือกตา ไม่มีผื่น หรือไม่มีอาการผิดปกติ
                         -   สามารถทาแป้งฝุ่น
                         -   ถ้าผิวหนังแห้งมากให้ใช้เพียงมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีน (Glycerin)
            2.   หลังจากผื่น, อาการต่าง ๆ ทุเลาหายเป็นปกติ (ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน) ท่านอาจมีวิธีทดสอบด้วยตนเองว่าแพ้เครื่องสำอางตัวใดโดย
                      -  ทาผลิตภัณฑ์ที่สงสัยบริเวณท้องแขนหรือข้อพับแขนวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ถ้าภายใน 1 สัปดาห์ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ โอกาสแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นน่าจะมีน้อย
                      -  อาจทดลองใช้เครื่องสำอางตามวิธีปกติได้ทีละ 1 ชนิด หากไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ค่อยเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ 2 ต่อไป


วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

อันตรายและข้อห้ามจากการใช้เครื่องสำอาง

อันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง

           อันตราย จากการใช้เครื่องสำอางมีหลายอย่าง ขึ้นกับความเข้มข้นชนิดความเป็นกรด-ด่าง ของเครื่องสำอาง รวมทั้งตำแหน่งของการใช้เครื่องสำอางด้วย เช่น รอบดวงตา ก็มีอาการแพ้ง่าย อาการข้างเคียง หรืออันตรายจากการใช้เครื่องสำอางมักมาในรูปแบบเหล่านี้
                       1.  ระคายเคือง จะ ปรากฏเป็นอาการแสบ คัน ปวดร้อน หรือคันยิบๆ เกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาทีหลังจากใช้เครื่องสำอาง แต่ถ้าไม่สัมผัสซ้ำอีกก็สามารถหายได้ เช่น เครื่องสำอางที่ผสม AHA
                       2.  ภูมิแพ้ อาการ คล้ายคลึงกับกลุ่มระคายเคือง แม้สารที่ใช้เข้มข้นแต่ถ้าสัมผัสร่างกายก็เกิดปฏิกิริยาได้ เช่น น้ำหอม สารกันบูด ลาโนลิน สารกันแดด และสารทำละลายในเครื่องสำอาง
                       3.  ลมพิษ ถ้า เป็นน้อยจะเป็นผื่นบวม ถ้าเป็นมากหนังตาและปากบวม หรือบวมทั้งหน้า บางรายถึงขนาดหายใจไม่ออก สารที่เป็นต้นเหตุอาจเป็นพวก แอลกอฮอล์ น้ำหอม สารกันบูด น้ำยาย้อมผม เมนทอล และสารทำละลายในเครื่องสำอาง                       4.  ผิวหนังเปลี่ยนสี เครื่อง สำอางบางชนิดใช้แล้วหน้ายิ่งดำ ฝ้าขึ้น บางชนิดเมื่อถูกแดดจะทำปฏิกิริยาเกิดรอยดำ สารธรรมชาติที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ ได้แก่ มะกรูด มะนาว แตงกวา แม้แต่สมุนไพรทาหน้าต่างๆ หรือการใช้สารที่มีไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูง เช่น น้ำหอม ยาฆ่าเชื้อ สบู่ทั่วๆ ไปก็ทำให้เกิดอาการพวกนี้ได้
                       5.   ผื่นขาว เกิดจากยาสีฟัน ยาทาหน้าขาว สบู่แรงๆ สารระงับกลิ่นที่มีสารปรอท              
                       6.   สิ เกิดจากสารลาโนลินที่มีอยู่ในมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ โซเดียม ลอริลซัลเฟตที่มีอยู่ในสบู่ หรือสารสเตียรอยด์
                       7.   เล็บเปลี่ยนแปลง เล็บหลุดออก ผุกร่อน เปลี่ยนสี เกิดจากน้ำยาทาเล็บและล้างเล็บ
                       8.   ผมเปลี่ยนแปลง เช่น เส้นผมเกาะกันง่าย เกิดจากน้ำยาดัดผม น้ำยายืดผม
                       9.   ผลต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย อาทิเช่น เยื่อบุตาอักเสบ หรือสะสมเป็นเวลานานจนเกิดอันตราย เช่น เครื่องสำอางบางชนิดที่มีส่วนผสมของสารปรอท และสารตะกั่ว
            เครื่อง สำอางชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย และเสี่ยงต่อผลข้างเคียงคือ น้ำยายืดผม ครีมบำรุงผิว มาสค์ ครีมแก้สิว ครีมรองพื้น ลิปสติก น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โฟมอาบน้ำ ยากันแดด ยาระงับกลิ่นตัว ยาลดเหงื่อ เป็นต้น ดังนั้น เวลาจะเลือกซื้อเครื่องสำอางควรพิจารณา อ่านฉลากข้างกล่องให้ละเอียด หรือสอบถามพนักงานขาย เพื่อความปลอดภัยของผิวคุณ

ข้อห้ามจากการใช้เครื่องสำอาง

            1. ห้ามใช้เครื่องสำอางของคนอื่น และก็อย่าให้คนอื่นยืมเครื่องสำอาง เพราะอาจมีการถ่ายทอดโรคติดเชื้อต่อกันได้
            2. ห้ามใช้เครื่องสำอางตัวอย่างที่ตั้งไว้ตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า พบว่าถ้าใช้ลิปสติกตัวอย่างที่มีผู้เป็นโรคเริมเคยใช้ก่อนหน้าอาจติดเชื้อโรคเริมได้ เครื่องสำอางชนิดอื่น ๆ ก็ช่วยส่งเสริมให้มีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อทางผิวหนังและนัยต์ตาได้ด้วย
           3.ห้ามใช้เครื่องสำอางหากยังไม่ได้ล้างหน้า ใช้สบู่อ่อนล้างหน้าให้สะอาดเสียก่อนแล้วจึงค่อยทาเครื่องสำอาง
           4.ห้ามทาเมคอัพทันทีที่ตื่นนอน รอสักนิดอย่างน้อยให้หนังตาที่บวมหลังตื่นนอนยุบลงก่อนค่อยทาเครื่องสำอาง           5. ห้ามทาตาระหว่างอยู่ในรถ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุรถเบรคกระทันหันหรือรถชนดินสออาจทิ่มตาบอดได้อันตรายนะครับ
           6. ห้ามทามาสคาร่าด้วยไฟเบอร์ หากใส่คอนแท็คเลนส์
           7. ห้ามเติมอะไรลงไปในเครื่องสำอาง การเติมน้ำลงไปในเครื่องสำอางจะทำให้ เชื้อบักเตรีเติบโตได้ง่าย
           8. ห้ามใช้เครื่องสำอางที่ผสมวิตามินอี เพราะไม่มีประโยชน์อะไรต่อผิวหนังแถมยังจะทำให้ผิวหนังเกิดผื่นแพ้ขึ้นอีกด้วย 

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

การเลือกเครื่องสำอางอย่างปลอดภัย

        การเลือกเครื่่องสำอางอย่างปลอดภัย  

              ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเพศใดวัยใดก็ตาม มักจะนิยมใช้เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิวต่างๆ เป็นประจำอยู่เสมอ    เพราะนอกจากจะเพิ่มความมั่นใจ ส่งเสริมบุคลิกภาพของคุณแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณให้ดีขึ้นได้อีกด้วย สมัยนี้ก็มีเครื่องสำอางที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ มาล่อใจเราสารพัด ในเมื่อต้องใช้เครื่องสำอางอยู่ทุกวัน เราก็ควรจะรู้ถึงวิธีการเลือกเครื่องสำอางอย่างปลอดภัย เพื่อให้เลือกใช้ เลือกซื้อได้อย่างไร้ปัญหา ทั้งในระยะสั้น และยาว ที่อาจจะเกิดกับใบหน้าและผิวของเรา ซึ่งมีเทคนิคในการเลือกง่ายๆ อยู่ 4 ข้อดังนี้
                        1.  อย่างแรกเลยต้องดูว่าเป็นเครื่องสำอางเถื่อนหรือไม่ ต้องมีการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เดี๋ยวนี้ อย.  เค้าไม่ได้ควบคุมเฉพาะอาหารและยาแล้ว  เค้าเข้ามาควบคุมเครื่องสำอางด้วย เพราะฉะนั้น ก่อนซื้อก็ส่องหาเครื่องหมาย อย. บนฉลากก่อน ถ้าไม่มีอย่าซื้อเด็ดขาด เพราะเครื่องสำอางที่ไม่ผ่านการตรวจสอบและรับรอง อาจจะมีการผสมสารต้องห้ามที่เป็นพิษต่อร่างกาย ส่งผลร้ายแรงด้านสุขภาพ แถมยังอาจเสียโฉมได้
                        2.  ดูวันหมดอายุ วันที่ผลิต โดยทั่วไปเครื่องสำอางมีอายุหลังการผลิตประมาณ 3-5 ปี ก่อนซื้อคิดให้ดีว่าจะใช้หมดมั๊ย วิธีสังเกตเครื่องสำอางหมดอายุ ดูได้จากสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไป เนื้อ เครื่องสำอางไม่เหมือนเดิม ส่วนผสมแยกชั้น ถ้าเป็นอย่างนี้คงต้องตัดใจทิ้งไป และอาจเขียนวันที่เราเปิดใช้ครั้งแรกเอาไว้ เพื่อจะได้รู้อายุเครื่องสำอางและเตือนความจำได้ง่ายขึ้น แล้วก็ดูส่วนผสมต่างๆ ซึ่งจะบอกได้ว่าเครื่องสำอางนั้นมีส่วนผสมที่เราแพ้หรือเปล่า เช่น บางคนที่อาจแพ้เครื่องสำอางที่มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ เป็นต้น นอกจากนี้อีกส่วนที่เราควรให้ความใส่ใจก็คือบริษัทผู้ผลิต หรือบริษัทนำเข้า ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ถ้าเกิดกรณีที่เราใช้เครื่องสำอางแล้วเกิดอันตรายจะได้โทร.ไปติดต่อสอบถาม หรือร้องเรียนที่บริษัทได้
                         3.  ต้องให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากวิธีใช้ เพราะเครื่องสำอางแต่ละชนิด แต่ละประเภทมีวิธีการใช้ไม่เหมือนกัน เราควรรู้ว่าต้องใช้ในปริมาณเท่าใด กี่ครั้งต่อวัน ต้องใช้ที่จุดไหนของร่างกาย เพื่อให้ใช้ได้อย่างถูกต้อง เช่น ครีมบางตัวทาร่วมกับครีมอย่างอื่นไม่ได้   
                         4.  ทดสอบการแพ้เครื่องสำอางก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าเครื่องสำอางจะแพง มีชื่อเสียง หรือได้รับการรับรองจากร้อยแปดสถาบัน ก็อาจจะไม่ถูกกับผิวของเราได้ แล้วอาการแพ้ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เราจึงควรทดสอบก่อน โดยนอกจากจะดูส่วนผสมแล้ว ยังสามารถทดสอบได้ง่ายๆ คือการทา หรือฉีด ลงบริเวณท้องแขน หลังหู หรือผิวเนื้ออ่อนๆ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น คัน เกิดรอยแดง ผื่นขึ้น บวม ระคายเคือง หรือแสบร้อน ก็ควรหลีกเลี่ยงทันที เวลาที่คิดจะลองเครื่องสำอางใหม่ๆ ก็ควรจะลองไปทีละอย่าง เวลาแพ้ก็จะได้รู้ว่าแพ้อะไร คราวหลังจะได้หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางตัวนั้น
              นอกจากวิธีต่างๆ ที่แนะนำไว้ข้างต้น เพื่อการเลือกซื้อเครื่องสำอางอย่างปลอดภัยนี้แล้ว แหล่งขายเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นที่เคาน์เตอร์ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าต่างๆ รวมถึงตลาดนัด ในปัจจุบันเรายังพบช่องทางการขายเครื่องสำอางออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม ในความหลากหลายของแหล่งซื้อขายนี้ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี เราก็ควรพิจารณาแหล่งซื้อขายที่มีความน่าเชื่อถือ   มีสถานที่ตั้งและช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน   มีบริการที่ดีทั้งในระหว่างการขายและหลังการขาย และแน่นอนว่าต้องขายผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแท้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์นั้นๆ อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีพิจารณาต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้เราห่างไกลจากโอกาสเสี่ยงที่เราจะเจอผลิตภัณฑ์ปลอม   ไม่ได้มาตรฐาน  เกิดการแพ้   และไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ขายได้ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถหาซื้อและใช้เครื่องสำอางได้อย่างมั่นใจในความปลอดภัย